จากแบรนด์ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “Apple แห่งเมืองจีน” หรือผู้ผลิตสมาร์ตโฟนราคาจับต้องได้ในวันนั้น ใครจะคิดว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Xiaomi ค่อย ๆ ขยับสถานะของตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก (Global Brand)
วันนี้ Xiaomi ไม่ได้เพียงแค่ครองอันดับ Top 3 ยอดขายสมาร์ตโฟนของโลก แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่า 550,000 คันภายในปีเดียว พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ “Human × Car × Home” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับทุกมิติของชีวิตผู้คน
คำถามที่น่าสนใจคือ “Xiaomi หาเงินจากทางไหนกันแน่?”
ในเมื่อแบรนด์ยังคงยึดมั่นในคำมั่นสัญญาว่า จะทำกำไรจากฮาร์ดแวร์ไม่เกิน 5% มาโดยตลอด บทความนี้ทีม Brand Research จาก Baramizi Consultant จะพาทุกท่านมาถอดรหัสโครงสร้างรายได้ของ Xiaomi ผ่านกรอบแนวคิด Revenue Model 4 ประเภทของ Baramizi ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาและต่อยอดออกเป็น 12 ประเภทย่อย เพื่อรองรับความหลากหลายของโมเดลธุรกิจในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะเริ่มต้นจาก 4 ประเภทหลัก เพื่อใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจของ Xiaomi และจะเห็นได้ชัดว่า แบรนด์ไม่ได้เติบโตจากแหล่งรายได้เพียงทางเดียว แต่เป็นโครงสร้างรายได้แบบผสมผสานที่ทำงานส่งเสริมกันอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Xiaomi เติบโตได้อย่างแข็งแรงในระดับโลก
1. Creator ผู้ออกแบบและพัฒนาสินค้าที่เข้าถึงได้
รายได้ในกลุ่มนี้มาจากบทบาทของ Xiaomi ในฐานะ ผู้คิด ออกแบบ และพัฒนาสินค้าด้วยตนเอง ก่อนนำออกสู่ตลาดผ่านช่องทางจัดจำหน่ายของแบรนด์และพาร์ตเนอร์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟนในหลากหลายระดับราคา ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 และ YU7
ในบทบาท Creator นั้น Xiaomi เลือกกลยุทธ์ที่แตกต่างจากผู้ผลิตเทคโนโลยีรายอื่น คือการ ยอมทำกำไรต่อหน่วยในระดับต่ำ เพื่อแลกกับการขยายฐานผู้ใช้งานในวงกว้าง ทำให้สินค้าและเทคโนโลยีของแบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน และภายในบ้านของผู้บริโภคได้มากที่สุด กลยุทธ์นี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงยอดขายในระยะสั้นแต่เป็นการใช้สินค้าเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมผู้ใช้เข้าสู่ Ecosystem ของ Xiaomi ซึ่งจะต่อยอดไปสู่รายได้ในบทบาทอื่นของแบรนด์ในระยะยาว
2. Trader ผู้บริหารแพลตฟอร์มค้าปลีกและ Ecosystem สินค้า
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไม Xiaomi จึงมีสินค้าให้เลือกตั้งแต่แปรงสีฟัน ไปจนถึงเครื่องกรองอากาศและอุปกรณ์สมาร์ตโฮม?
คำตอบอยู่ที่บทบาทของ Xiaomi ในฐานะ Trader ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการสินค้าและช่องทางจัดจำหน่ายจากเครือข่าย Ecosystem Companies จำนวนหลายร้อยแห่ง
Xiaomi ทำหน้าที่เป็น แพลตฟอร์มค้าปลีกแบบคัดเลือก (Curated Retail Platform) โดยนำสินค้าที่พัฒนาจากบริษัทใน Ecosystem มาจำหน่ายผ่านช่องทาง Mi Store ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ภายใต้มาตรฐานด้านคุณภาพการออกแบบ และการเชื่อมต่อระบบที่ Xiaomi กำหนด ในบทบาทนี้ Xiaomi สร้างรายได้จาก ส่วนต่างการขาย (Gross Profit) โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาหรือผลิตสินค้าทุกประเภทด้วยตนเองทั้งหมด ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมประสบการณ์แบรนด์และความสม่ำเสมอของ Ecosystem ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์คือไลน์สินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายไลฟ์สไตล์ช่วยให้ Xiaomi ขยายจุดสัมผัสกับผู้บริโภค และเสริมความแข็งแรงให้กับระบบนิเวศของแบรนด์ในระยะยาว
3. Operator โครงสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Revenue Engine) ของ Xiaomi
บทบาท Operator คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Xiaomi สามารถสร้างความสามารถในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน หลังจากผู้บริโภคเริ่มต้นด้วยการซื้อฮาร์ดแวร์ (Creator) และสินค้าใน Ecosystem (Trader) Xiaomi จะเชื่อมประสบการณ์การใช้งานทั้งหมดเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ HyperOS ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลางของ Ecosystem
ภายใต้ระบบนี้ Xiaomi บริหารจัดการรายได้จาก Internet Services ได้แก่ บริการ Cloud บริการสมาชิก (Music, Video และ Content อื่น ๆ) รายได้จากโฆษณาในระบบ (Advertising) ที่อาศัยข้อมูลการใช้งานเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการนำเสนอ
โมเดลรายได้ของบทบาท Operator จึงเปลี่ยนจากการขายขาดเพียงครั้งเดียว ไปสู่รายได้แบบ ค่าบริการและรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Revenue) ไม่ว่าจะเป็น Subscription หรือบริการเสริมต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนแนวคิด จ่ายน้อย แต่จ่ายต่อเนื่องในระยะยาว
รายได้ในกลุ่มนี้มีอัตรากำไรสูงกว่าการขายฮาร์ดแวร์อย่างมีนัยสำคัญและเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยชดเชยการทำกำไรต่ำในธุรกิจสมาร์ตโฟนของ Xiaomi ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#Xiaomi #Ecosystem #Baramizi #Branding #Globalbrand #Brandtransform #Businessmodel



