แบรนด์ คือ การสร้างที่ดินในใจผู้บริโภค หนึ่งในวิธีการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ธุรกิจควรสร้างกลไกในการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้ามากกว่า ซึ่งถ้าคุณสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจแล้วนั้นสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่าในสายตาของผู้บริโภคทำให้แบรนด์เราสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนได้

โจทย์สำหรับการทำธุรกิจวันนี้ของคุณคืออะไร ?

ยอดขาย กำไร ความพึงพอใจลูกค้า ทำเพื่อพนักงาน หรือต้องการสร้างคุณค่าที่ให้กับโลกใบนี้

ผมว่าถูกต้องทั้งหมดครับ

แต่ถ้าวันนี้การสร้างธุรกิจของเรามุ่งเน้นแต่ยอดขาย เราอาจขายไม่ได้เลย เพราะคนสมัยนี้มีทางเลือกมากมาย ธุรกิจในยุคนี้ที่จะอยู่รอดจำเป็นต้องคิดถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันมากกว่าครับ ซึ่งหนึ่งในวิธีการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ธุรกิจควรสร้างกลไกในการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้ามากกว่า ซึ่งถ้าคุณสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่าในสายตาของผู้บริโภค ทำให้แบรนด์เราสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนได้ ซึ่งเมื่อสร้างคุณค่าเหล่านี้ต่อเนื่อง แบรนด์ของคุณจะเข้าไปนั่งในใจลูกค้า เปรียบเสมือนการจับจองที่ดินที่อยู่ภายในใจของลูกค้า หรือเรียกว่า การสร้างที่ดินในใจผู้บริโภคนั่นเอง

 

“การสร้างแบรนด์อย่างถูกต้องเปรียบเสมือนการสร้างที่ดินในใจผู้บริโภค”

และเมื่อถมที่ดินผืนนั้นจนเต็ม ก็จะสามารถต่อยอดในการสร้างตึก สร้างอาคาร ท้ายที่สุดจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลของเจ้าของแบรนด์ได้ต่อไป

ผมเปรียบเทียบไว้อย่างนี้
การถมที่ดิน = การสร้างแบรนด์เราให้เป็นที่รู้จัก
ที่ดินที่ถมเรียบร้อย = แบรนด์เราเป็นที่รู้จักและคุ้นเคย
สร้างตึกบนที่ดิน = แบรนด์เราสร้างความผูกพันเหนียวแน่น สร้างความรู้สึกให้กับผู้บริโภค
ตึกที่สูงและสวยงาม = แบรนด์เราสร้างความเชื่อ ความศรัทธา ให้กับผู้บริโภคเป็นที่เรียบร้อยและเติบโตงอกงามกลายเป็นสินทรัพย์ที่เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่นับวันจะพอกพูนมากขึ้น

การทำให้แบรนด์กลายเป็นสินทรัพย์ในใจของผู้บริโภค มูลค่าย่อมสูงกว่าที่ดินจริงๆ หลายเท่า ลองคิดดูว่า คุณต้องซื้อที่ดินมากเพียงใดจึงจะมีมูลค่าเท่ากับแบรนด์อย่าง Apple ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และสินทรัพย์ประเภทนี้นับวันยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยที่มีสภาวะการลดลงอย่างต่อเนื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบสมัยก่อนที่เกิดจากการสร้างปัญหาของกลุ่มคนบางกลุ่มอย่างในช่วงต้มย้ำกุ้ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอันเกิดจากศักยภาพขีดความสามารถทางการแข่งขันของเราที่สู้หลายๆ ประเทศไม่ได้ ซึ่งทฤษฎีการสร้างแบรนด์สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาการเติบโตของประเทศได้เช่นเดียวกัน โดยเราลองตั้งโจทย์ว่า

“ประเทศไทยจะสร้างที่ดินในใจของชาวโลกได้อย่างไร?”

นี่คือคำถามสำคัญของภาคธุรกิจไทย เพราะนี่คือความอยู่รอดของเราในอนาคตอันใกล้ ลองดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตและสร้างจุดยืนที่ชัดเจนในการดำเนินนโยบายการบริหารประเทศ เช่น แบรนด์ประเทศสิงคโปร์ สร้างที่ดินในใจของชาวโลกในตำแหน่งศูนย์กลางทางการค้า การเงิน และเทคโนโลยี นับตั้งแต่ศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาค ศูนย์กลางทางการขนส่ง ศูนย์กลางของออฟฟิศเทคโนโลยีชั้นนำ และในอนาคตอันใกล้จะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาสมัยใหม่ และศูนย์กลางของธุรกิจ Tech Startup

ตอนนี้ประเทศมาเลเซียก็กำลังอยู่ในช่วงการหาตัวตนหรือจุดยืน ซึ่งรายได้ของประเทศมาเลเซียไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะน้ำมันได้อีกต่อไป เพราะราคาน้ำมันจะถูกควบคุมด้วยกลไกการแข่งขันทางตลาดด้วยพลังงานทางเลือกที่ถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จุดยืนที่ประเทศมาเลเซียกำลังวางแผนคือการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาล และเน้นภาคธุรกิจด้านการบริการมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ ชิปปัญญาประดิษฐ์

ทั้งนี้การสร้างที่ดินในใจของลูกค้านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ท่านต้องคำนึงถึงการสร้างที่ดินในใจของผู้คน (ยิ่งกว้างขวางเท่าไรยิ่งดี) การที่จะเข้าไปครอบครองพื้นที่ในใจของผู้คนนั้น แบรนด์ย่อมต้องให้คุณค่าบางอย่างที่พิเศษกว่าที่เขาเคยได้รับ และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันบางอย่างได้ เช่น แบรนด์ชั้นนำที่เกิดมาพร้อมกับการแก้ปัญหาของโลกอย่าง “Google” ซึ่งเกิดมาเพื่อตอบสนองการค้นหาข้อมูลต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมทั้งการจัดการคลังข้อมูลให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้แบรนด์นี้ทะยานขึ้นเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกได้อย่างรวดเร็ว แซงหน้าแบรนด์ต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้าหลายสิบหรือร้อยปี และระบบ Search Engine ได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

ผมจึงอยากให้ทุกท่านลองทบทวนดูว่า ท่านลงทุนกับการฝากเงินในธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยอันน้อยนิด ลงทุนในกองทุนซึ่งขึ้นๆ ลงๆ ลงทุนในหุ้นซึ่งมีความผันผวนตลอดเวลา ลงทุนในทองคำที่อาจไม่เห็นเงินงอกเงยขึ้นเลย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ท่านจะลงทุนกับการสร้างสินทรัพย์แบรนด์ที่จะทวีมูลค่าในทุกสภาวะอย่างจริงจังเสียที

หากท่านคือเจ้าของสินทรัพย์แบรนด์ เช่น Apple, Google, Facebook, Coca-Cola, Toyota, Nike, Disney, Samsung, BYD, Alibaba, Huawei ท่านคิดดูว่าการลงทุนนี้คุ้มค่าพอไหม กับมูลค่าของสินทรัพย์ที่อยู่คู่กับโลกนี้ไปอีกยาวนาน

โดยสำหรับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนั้นมักจะมีมูลค่าหรือจำนวนสินทรัพย์แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่กลายเป็นโกลบอลแบรนด์จำนวนมาก ที่สำคัญจะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของประเทศนั้นๆ อีกด้วย แล้วประเทศไทยล่ะ ?

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อสร้างธุรกิจเราให้กลายเป็นโกลบอลแบรนด์ปักธงที่ดินในใจของผู้บริโภคทั้งโลก

< เรียบเรียงโดย คุณจุลเกียรติ สินชัยชูเกียรติ : Brand Directors of Baramizi Consult >

#Baramizi #Branding #Globalbrand #Consumer